เมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ.2569 ณ โรงแรมนนทบุรี พาเลซ พรรคประชาไทยจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งมีสมาชิกพรรคเข้าร่วมกว่า 300 คน ตามที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 กำหนดให้พรรคการเมืองต้องจัดประชุมภายในเดือนเมษายนของทุกปี โดย ดร.บุญยงค์ จันทร์แสง หัวหน้าพรรคประชาไทย ย้ำนโยบายหลักและแสดงวิสัยทัศน์ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
การประชุมดำเนินตามระเบียบวาระโดยที่ประชุมมีมติเอกฉันท์รับรองบันทึกการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 2/2568 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2568 ณ หอประชุมวัดพุทธปัญญา โดยไม่มีการแก้ไขใดๆ จากนั้นที่ประชุมรับทราบรายงานกิจการพรรคในรอบปีที่ผ่านมา ซึ่งพรรคมีสมาชิกเพิ่มขึ้น 2,406 คน และลดลง 252 คน ทำให้ปัจจุบันมีสมาชิกพรรครวมทั้งสิ้น 12,903 คน

ด้านการขยายโครงสร้างพรรค มีการตั้งสาขาพรรคเพิ่มใหม่ 2 แห่งในจังหวัดนนทบุรีและหนองคาย พร้อมตั้งตัวแทนประจำจังหวัดใน 5 จังหวัด ได้แก่ บึงกาฬ ลำปาง พะเยา และเชียงราย และวางแผนขยายไปยังภาคอีสานและภาคใต้เพิ่มเติม อาทิ อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุราษฎร์ธานี นอกจากนี้ที่ประชุมยังรับรองรายงานการเงินของพรรค โดยมีรายรับจากค่าธรรมเนียมสมาชิกกว่า 470,000 บาท เงินบริจาค 140,000 บาท และเงินอุดหนุนจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองเกือบ 1,980,000 บาท รวมเงินหมุนเวียนกว่า 2 ล้านบาท ซึ่งถูกนำไปใช้ในการบริหารพรรคและการเลือกตั้งที่ผ่านมา
วาระสำคัญอีกประการคือการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคแทนตำแหน่งที่ว่างลงภายหลังการเลือกตั้ง ที่ประชุมรับรองบุคคล 3 ท่านเข้าดำรงตำแหน่ง ได้แก่ นางสาวศิริธร ทิพย์จันทร์ ในตำแหน่งนายทะเบียนสมาชิกพรรค นางโมทนา ภิณโญกุล และนางสร้อยทอง เหรียญทอง ในตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค โดยดำเนินการตามระเบียบของ กกต. ให้สมาชิกพรรคเข้าคูหากากบาทลงคะแนนและหย่อนบัตรในหีบลงคะแนน ทั้งนี้หัวหน้าพรรคยังได้เชิญชวนให้ประชาชนร่วมบริจาคเงินให้พรรค โดยสามารถนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้

ดร.บุญยงค์ จันทร์แสง หัวหน้าพรรคประชาาไทย ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่าพรรคยังคงยืนหยัดในนโยบายหลักที่ชูมาตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 ซึ่งพรรคได้รับคะแนนเสียงกว่า 65,000 คะแนน ในระบบบัญชีรายชื่อ แม้ยังไม่เพียงพอที่จะได้ สส. เข้าสู่สภา แต่ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ประชาชนได้รับรู้แนวนโยบายของพรรค
นโยบายเด่นที่หัวหน้าพรรคย้ำในการประชุมครั้งนี้คือการเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นเดือนละ 3,000 บาท โดยเสนอให้แบ่งจ่ายทุก 10 วัน ครั้งละ 1,000 บาท เพื่อให้ผู้สูงอายุมีเงินหมุนเวียนใช้ได้ทันท่วงที และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง พร้อมระบุว่าขณะนี้มี สส. ในสภาเสนอนโยบายดังกล่าวในลักษณะเดียวกัน ซึ่งพรรคประชาไทยพร้อมสนับสนุนข้อมูลอย่างเต็มที่
นอกจากนี้ ดร.บุญยงค์ ยังย้ำนโยบายจัดตั้งกระทรวงน้ำ เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบและเป็นเอกภาพ โดยชี้ว่าประเทศไทยในฐานะครัวของโลกต้องมีแหล่งน้ำที่เพียงพอสำหรับภาคเกษตร และมองว่าวิกฤตพลังงานในปัจจุบันกำลังจะลุกลามกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตอาหาร
ในประเด็นวิกฤตราคาน้ำมัน ดร.บุญยงค์ กล่าวว่ารัฐบาลควรเล็งเห็นสัญญาณล่วงหน้าก่อนที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ และเตรียมสำรองน้ำมันไว้ให้เพียงพอ พร้อมเสนอให้รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตและปรับโครงสร้างราคาโรงกลั่น เพื่อให้ราคาน้ำมันลดลงได้อีก ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคลดลงตามไปด้วย พร้อมระบุว่าหากรัฐบาลต้องการความเห็น พรรคประชาไทยพร้อมเข้าร่วมให้ข้อมูลในฐานะพรรคที่ได้รับคะแนนเสียงจากประชาชน
“ครั้งหน้าผมมั่นใจว่าพรรคประชาไทยจะได้คะแนนหลายแสนหลายล้านคะแนน และมี สส. มีรัฐมนตรีของพรรคประชาไทยที่มาดูแลผลประโยชน์พี่น้องประชาชนได้อย่างแน่นอน” ดร.บุญยงค์ กล่าวปิดท้ายว่าแม้การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาพรรคยังไม่ได้ สส. เข้าสภา แต่พรรคจะยืนหยัดสู้ต่อไป พร้อมต่อต้านกลุ่มทุนสีเทาสีดำ และขอแรงสนับสนุนจากชาวนนทบุรีเพื่อผลักดันให้พรรคมีปากเสียงในสภาในอนาคต







